ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ขนานอะไร อะไรที่ขนาน

“เราทั้งสองกำลังยืนอยู่คนละฝ่าย คนละอุดมการณ์ ยืนอยู่บนเส้นขนาน ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก ไม่มีขาว ไม่มีดำ”  

            คำพูดของเสื้อย้อยที่กล่าวกับจ่าตุ้ย ก่อนที่จะดวลปืนกัน และประโยคนี้เองกระมังที่ทำให้นิยายทางการเมืองเรื่องนี้มีชื่อว่า “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” โดยใช้มุมมองของตัวละครเอกทั้งสองที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่อุดมการณ์ที่จะไปถึงประชาธิปไตยในทัศนะคติของทั้งสองนั้นไม่เหมือนกัน ไม่มีวันที่จะมาบรรจบกันได้ จึงเป็นเส้นทางที่ขนานกัน แต่ถ้าหากพิจารณาในทางอื่นๆแล้วก็อาจมองได้ว่าตัวละครเอกทั้งสองนั้นไม่ได้อยู่บนเส้นขนานกัน บางครั้งกลับอยู่บนเส้นเดียวกันด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ดังประโยคด้านล่าง

 

 

“เกือบห้าสิบปีหลังจากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของแผ่นดินไทย แนวคิดประชาธิปไตยที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคเหมือนเส้นตรงที่วิ่งขนานกันมาตั้งแต่เริ่มแรก เริ่มจะเบี่ยงตัวรวมเป็นเส้นตรงเส้นเดียวกัน”

          หากอ่านต่อไปจนจบก็จะพบว่าตัวละครทั้งสองก็ไม่ได้อยู่บนเส้นขนานจริงๆ คำถามที่ต้องพิจารณาต่อมาก็คือหากเป็นดั่งว่าจริง นิยายเรื่องนี้ทำไมถึงมีคำว่าบนเส้นขนาน แล้วเส้นขนานนั้นอะไรที่ขนานกัน

 

              ก่อนที่จะหาว่าเส้นขนานที่ว่านั้นคืออะไร จำต้องพิจารณานิยายในภาพรวมเสียก่อน เมื่ออ่านจบเราพบว่านิยายเรื่องนี้ให้มุมมองทางการเมืองใหม่ๆกับผู้อ่านอย่างมาก ทั้งนิยายเรื่องนี้เป็นการอธิบายประวัติศาสตร์ได้อย่างดีเยี่ยม นิยายเรื่องนี้ทำให้ช่องแคบระหว่างนิยายและงานทางวิชาการใกล้ชิดกันมากขึ้น นิยายเรื่องนี้มีธงคำตอบไว้อยู่แล้ว ว่าเหตุการณ์จะร้ายๆจะไม่เกิดขึ้นหากทำตามหลักธรรมที่อยู่ระหว่างขั้นบท นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายทางการเมืองที่ทำให้เกิดการปฏิเสธการเมืองโดยการผลิตซ้ำภาพการเมืองที่น่ารังเกียจ  นิยายเรื่องนี้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบแยบยล ฯลฯ

               แต่อย่างไรก็ดี  ผู้อ่านส่วนใหญ่อาจเห็นพ้องต้องกันว่านิยายเรื่องนี้มีการนำเสนอภาพการเมืองที่น่ารังเกียจ การที่เสียคนมีความสามารถ การขัดผลประโยชน์ ความกระหายอำนาจ  ความโหดร้าย ความหดหู่ การทรยศหักหลัง ความเบื่อหน่าย ผลกระทบที่เกิดกับคนที่ไม่รู้เรื่อง ฯลฯ อันเป็นภาพการเมืองที่ทุกคนติดตา ดังประโยคด้านล่าง

 

“ ฝ่ายเราบาดเจ็บหลายคน ส่วน น.ท.หลวงกาจการสงคราม หูขาดไปข้างหนึ่ง ” – อธิบดีกรมตำรวจ 

“ ผมนึกเสียดายอยู่บ่อยๆ เพราะอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันแท้ๆ ที่ทำให้ประเทศของเราต้องสูญเสียคนดีๆไปคนหนึ่ง ”   – อธิบดีกรมตำรวจ 

“บางทีท่านอาจแก่เกินไปแล้ว บางทีท่านอาจเบื่อเกมหมากรุกกระดานนี้แล้วก็ได้” ตุ้ย 

“ ทุกยุคทุกสมัยมีคนประเภทนี้เยอะ ใช้การเมืองเป็นบันไดสู่ตำแหน่งและความมั่นคง เปลี่ยนฝ่ายได้โดยไม่ขัดเขิน ฉวยโอกาสจากทุกอย่าง ใช้ทุกสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ” – เสือย้อย 

“ ทั้งที่ไม่เคยทำงานผิดพลาด พวกมันก็ย้ายกูมาดองอยู่ที่นี่ กูเป็นผู้คุมก็ไม่ต่างจากนักโทษเลย ต้องจากลูกเมียมาลำบากลำบนกะพวกมึง เพราะไอ้เรื่องการเมืองบัดซบของพวกมึง — การเมืองไทยมันสกปรก มันทำลายกู มันทำลายมึง ”  – ผู้คุมหน้า

        

                   ตัวอย่างภาพการเมืองที่ถูกกล่าวถึงในข้างต้นนั้นคงสามารถพบได้อีกมากมายในนิยายเรื่องนี้ และคนที่อ่านคงหาได้ไม่ยาก แต่จะเป็นการง่ายเกินไปหรือไม่ที่มองการเมืองในมุมแบบนั้น หากเราพินิจพิเคราะห์ในเนื้อเรื่องโดยถี่ถ้วยแล้ว ก็ไม่ใช่การเมืองหรอกหรือที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่การเมืองหรอกหรือที่ทำให้ความซื่อสัตย์ได้รับการพิสูจน์ มิใช่การเมืองหรอกหรือที่ทำให้ได้เห็นมิตรภาพเกิดขึ้น ดังประโยคด้านล่าง

 

 

 

“ ท่านพยายามทุกวิธีทางที่จะยกระดับกรมตำรวจให้เป็นเหล่าทัพที่สี่ ”                 

“ การเมืองมันใช้ประโยชน์จากเรา ทำไมเราไม่ใช้ประโยชน์จากมันบ้าง ถ้ากูยังมีเส้นสาย บางทีคืนนี้กูอาจจะสามารถช่วยชีวิตคนบริสุทธิ์สักชีวิตไม่ให้ตายได้ ”     – ตุ้ย 

 

“ มึงมาทำงานกับกูไหม ”  “ ไม่ผมมีเจ้านายคนเดียวพอแล้ว ” – จอมพลสฤษดิ์ ตุ้ย 

 

“เสือร้ายค่อยๆพยุงร่างตัวเองขึ้น นายร้อยตำรวจเสียบปืนใส่ซองและยื่นมือให้จับ สายตากระด้างทั้งสองคู่พลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน มีความรู้สึก มีชีวิต”        คำบรรยาย 

“ตกลงฝ่ายกบฏก็ไม่ยิงทิ้งท่านยานก ?” – “พวกทหารเรือกลุ่มนั้นมีน้ำใจนักกีฬาพอ เมื่อรู้ว่าแพ้แน่ก็ปล่อยท่านไป”       

 –  สภากาแฟ 

           คำสอนทางศาสนาที่บอกว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เพราะมนุษย์เห็นแก่ตัว มีความทะยานอยาก ชอบแสวงหาผลประโยชน์ ไม่รู้จักพอ ทั้งๆที่สิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ยึดติดนั้นมันไม่เที่ยงแท้ แปรเปลี่ยนอยู่เสมอมา เหตุใดมนุษย์ถึงไม่เข้าใจเสียที ก็อาจจะมีส่วนที่เป็นความจริง แต่เพราะมนุษย์ไม่เชื่อคำสอนของศาสนาอย่างเดียวเหรอถึงทำให้มนุษย์ต้องลำบากอย่างนี้ เปล่าเลย มนุษย์ใครบ้างเล่าที่ไม่เคยทำผิด มนุษย์ใครบ้างเล่าไม่เคยโง่เขลา มนุษย์คนใดบ้างไม่เคยหลงทาง แต่นี่แหละคือมนุษย์ ขอเพียงรู้ตัวว่ากำลังหลงทาง ทำผิดแล้วแก้ไข ไม่รู้อะไรก็เรียนรู้เอาเสีย รู้จักแบ่งบันและตักเตือนกันและกัน ก็เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แล้ว และระบอบการปกครองเดียวที่ให้มนุษย์ทำแบบนั้นได้คือระบอบประชาธิปไตยแบบเสรี

ดังนั้น  เส้นขนานสองเส้นไม่ใช่เส้นหนึ่งเป็นประชาธิปไตยแล้วอีกเส้นเป็นระบอบหรือแนวคิดแบบอื่นๆ หากแต่เส้นขนานทั้งสองเส้นนั้นเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ที่มีทั้งความโลภ โกรธ หลง และความเมตรา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แน่นอนว่าทั้งสองเส้นไม่มีทางมาบรรจบกันได้ แต่ก็ทั้งสองเส้นก็ต้องไปด้วยกัน ระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นระบอบการปกครองที่สามารถอยู่บนเส้นขนานทั้งสองเส้น โดยที่ยังสามารถให้เส้นขนานทั้งสองไปด้วยกันได้ บางทีประชาธิปไตยบนเส้นขนานอาจเป็นชื่อที่เหมาะกับนิยายเรื่องนี้ก็เป็นได้