เข้าใจ “โรฮิงญา” เข้าใจความขัดแย้ง

โรฮิงญา

เหตุการณ์โรฮิงญาเป็นประเด็นที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต่างจับตามองและให้ความสนใจเป็นพิเศษในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเหตุการณ์นี้เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวโรฮิงญากับกลุ่มชาวพุทธในรัฐยะไข่ ซึ่งได้ปรากฏภาพความรุนแรงของชาวพุทธที่กระทำต่อชาวโรฮิงญาอย่างโหดร้าย ป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรม โดยสาเหตุที่ชาวพุทธกระทำการเช่นนี้มีหลายปัจจัย อาทิ ความคับข้องใจต่อชาวโรงฮิงญาที่มีอยู่แต่เดิม ความรู้สึกชาตินิยม เป็นต้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มคนหรือคนที่ปลุกระดมชาวพุทธให้กระทำความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญานั้น ส่วนหนึ่งเป็นพระสงฆ์

ซึ่งโดยปกติแล้ว พระสงฆ์จะต้องปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัด แต่พระสงฆ์ในประเทศพม่ากลับเป็นผู้ปลุกระดม ส่งเสริมให้ชาวพุทธใช้ความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญา ซึ่งขัดต่อหลักคำสอนของศาสนาอย่างชัดเจน บทความนี้จึงมุ่งเน้นทำความเข้าใจความเป็นมาของรัฐยะไข่ที่ชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ รวมถึงศึกษาว่าเหตุใดสถาบันพระสงฆ์มีจึงอิทธิพลต่อสังคมพม่า แล้วปัจจัยใดที่ส่งผลให้พระสงฆ์มีแนวคิดเช่นนี้

By Victor Couto, de gravura antiga (by Wouter Schouten) - meu, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=8946494พื้นที่รัฐยะไข่ในปัจจุบันที่ชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่แต่เดิมเป็นอาณาจักรอาระกัน หรือที่รู้จักกันในชื่ออาณาจักรยะไข่ ซึ่งเป็นอาณาจักรอิสระและเป็นเมืองท่าที่สำคัญนับตั้งแต่ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 4 การที่อาณาจักรเคยเป็นเมืองท่ามาก่อน ส่งผลให้มีการผสมผสานระหว่างคนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนาเข้าด้วยกัน เห็นได้จากการสร้างพระพุทธรูปมหามัยมุนี วัด และมัสยิดจำนวนมากในยะไข่ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรพม่ากับยะไข่นั้นมีลักษณะเป็นการแผ่อิทธิพลอย่างหลวม ๆ ยะไข่จึงค่อนข้างเป็นเอกเทศจนกระทั่งยุคราชวงศ์คองบอง ในช่วงนี้อาณาจักรพม่าเรืองอำนาจมากจึงมีแนวคิดที่จะผนวกยะไข่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร ในที่สุดพระราชโอรสของกษัตริย์โบดอว์พญาก็สามารถบุกยึดยะไข่และปลดพระเจ้าธรรมาดา กษัตริย์องค์สุดท้ายของยะไข่ออกจากราชบัลลังก์รวมถึงผนวกยะไข่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรพม่า นอกจากนั้นยังนำพระพุทธรูปมหามัยมุนี กลับไปยังพม่าด้วย ภายใต้การปกครองของพม่าตลอดเวลาราว 40ปีได้เกิดการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ โดยกองทัพพม่าได้กวาดต้อนชาวยะไข่จำนวนมากไปตั้งถิ่นฐานรอบราชธานีพม่าและเกิดการกดขี่ข่มเหงชาวพื้นเมือง ทำให้เกิดความไม่พอใจและเกิดการต่อต้านเจ้าหน้าที่พม่าเป็นวงกว้าง ทั้งจากชาวพุทธยะไข่และขาวมุสลิมโรฮิงญา โดยระหว่างนี้มีการตอบโต้กันไปมาระหว่างพม่ากับกลุ่มกบฏ จนกระทั่งสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ยะไข่จึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณานิคมอังกฤษ*

ระหว่างการปกครองของอาณานิคมอังกฤษ พื้นที่ระหว่างยะไข่กับเบงกอลไม่มีเส้นเขตแดนที่ชัดเจนการข้ามพรมแดนจึงเป็นไปอย่างอย่างอิสระ ทำให้เกิดการผสมผสานกันระหว่างชาติพันธุ์และวัฒนธรรมที่เด่นชัดขึ้นและด้วยความอุดมสมบูรณ์ของยะไข่ อังกฤษจึงมีนโยบายเน้นการเพาะปลูกส่งเสริมการทำเกษตรกรรม ทำให้พวกแขกในเมืองจิตตะกองเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในยะไข่เป็นจำนวนมาก นโยบายนี้ส่งผลให้เกิดการเพิ่มจำนวนของครอบครัวมุสลิมเป็นจำนวนมากในยะไข่

ความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกพม่าและยะไข่เพื่อเดินทัพสู่อินเดีย ฝ่ายอังกฤษ-สัมพันธมิตรได้สนับสนุนพวกโรฮิงญาและพวกคามานในการต่อสู้กับญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกันขบวนการชาตินิยมพม่าได้ติดต่อกับชุมชนพุทธยะไข่ในการต่อต้านอังกฤษ รวมถึงขับไล่พวกโรฮิงญาและพวกคามานที่ฝักใฝ่อังกฤษออกไปจากดินแดน ซึ่งระหว่างนี้ก็มีการตอบโต้กันไปมาระหว่างแนวร่วมชาตินิยมพม่า-ยะไข่กับกลุ่มมุสลิมโรฮิงญา เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้ปมขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ศาสนา ฝังรากลึกลงไปในความคิดของผู้คนในยะไข่

ประวัติความเป็นมาของพุทธศาสนาในประเทศพม่า ตามตำนานการสร้างเจดีย์ชเวดากอง มีพ่อค้าชาวมอญสองพี่น้อง เดินทางไปยังชมพูทวีปและมีโอกาสถวายพระกระยาหารแด่พระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์เสวยเสร็จก็ได้พระราชทานเกศาของพระองค์ 8 เส้น สองพี่น้องจึงสร้างเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระเกศาขึ้นบริเวณยอดเขาแซงกุตตระ กษัตริย์แต่ละพระองค์จึงได้ทำนุบำรุงเจดีย์เวดากองเรื่อยมา ส่วนตามจารึกกัลยาณีของชาวมอญนั้นระบุว่า หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงทำการสังคายนาพระไตรปิฎกแล้ว พระองค์ได้ส่งสมณทูตออกเดินทางเผยแพร่พระพุทธศาสนาในหลายเส้นทาง โดยพระโสณเถระและพระอุตตรเถระเดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมมิซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนที่ชาวมอญอาศัยอยู่

ในดินแดนแถบสุวรรณภูมินั้นส่วนใหญ่กษัตริย์ถือเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก กล่าวคือพระองค์เป็นผู้ทำนุบำรุงศาสนา ตามแนวคิดเรื่องธรรมราชาอันเป็นแนวทางที่กษัตริย์ทุกพระองค์ต้องปฏิบัติตาม โดยกษัตริย์จะต้องมีธรรมะในการปกครองอาณาจักร รวมถึงควบคุมดูแลองค์กรสงฆ์และเผยแพร่พระพุทธศาสนา ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และสถาบันศาสนาที่มีพระสงฆ์เป็นตัวแทนนั้น เป็นไปในลักษณะเกื้อกูลกันและกัน เห็นได้จากการที่กษัตริย์จะแต่งตั้งพระสังฆราช ในขณะที่พระสงฆ์ก็มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำกษัตริย์ ซึ่งในช่วงพระเจ้าบุเรงนอง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่กองทหารของพระองค์ประสบกับความปราชัย ทำให้พระองค์ทรงกริ้วและได้สั่งประหารชีวิตทหารเหล่านั้น พระสงฆ์จึงเข้ามามีบทบาทในช่วยเหลือโดยการเจรจากับพระเจ้าบุเรงนองและให้ทหารเข้ามาหลบในวัด ซึ่งแสดงให้เห็นว่านอกจากพระสงฆ์จะมีหน้าที่สั่งสอนธรรมะให้กับประชาชนแล้ว พระสงฆ์ยังมีหน้าที่ในการตักเตือนกษัตริย์ให้ลดมิจฉาทิฏฐิลงเพื่อให้การปกครองเป็นไปตามหลักธรรมราชา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบทบาทของสถาบันพระสงฆ์ในประเทศพม่านั้นยึดโยงกับสถาบันกษัตริย์ตลอดมา จนกระทั่งสิ้นสุดยุคราชวงศ์คองบองซึ่งพม่าได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยอังกฤษได้ใช้นโยบายไม่แทรกแซงศาสนาและความเชื่อของประชาชน ส่งผลให้พุทธศาสนาขาดผู้อุปถัมภ์และสถาบันพระสงฆ์ถูกลดบทบาทลงให้มีอำนาจเฉพาะในส่วนของศาสนาเท่านั้น เนื่องจากอังกฤษไม่ต้องการให้พระสงฆ์ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ช่วงการตกเป็นของอาณานิคมอังกฤษนั้น พม่านอกจากจะมีขบวนการชาตินิยมฆราวาสที่นำเอาพุทธศาสนามาเป็นเครื่องมือในการต่อต้านอังกฤษแล้ว ยังมีขบวนการชาตินิยมพระสงฆ์ด้วย ซึ่งสาเหตุที่พระสงฆ์เข้ามามีบทบาททางการเมืองนั้น เนื่องจากพระสงฆ์รู้สึกว่าตัวเองถูกลดทอนความสำคัญในสังคมลง ทำให้พระสงฆ์พยายามเข้ามามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง โดยการเทศน์สั่งสอนประชาชนรวมถึงเรียกร้องให้อังกฤษทำนุบำรุงศาสนา และรวมกลุ่มเป็นองค์กรเคลื่อนไหวชาตินิยม ซึ่งกลุ่มพระสงฆ์และองค์กรสงฆ์ต่าง ๆ ได้ทำการเคลื่อนไหวต่อต้านอังกฤษอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ ตัวอย่างองค์กรสงฆ์ที่มีบทบาทสำคัญ คือ สมาคมยุวสงฆ์ (Young Monks Associations-YMA) องค์กรนี้มีบทบาทในการปลุกระดมประชาชนและพระสงฆ์ให้ไปชุมนุมที่เจดีย์ชเวดากอง เพื่อต่อต้านชาวมุสลิม และเรียกร้องให้มีการลงโทษหม่องชเวปีในกรณีการเขียนหนังสือลบหลู่พระพุทธเจ้า นอกจากนั้นพระสงฆ์ยังมีการตีความหลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้เข้ากับบริบททางการเมืองในขณะนั้น ดังปรากฏในการปราศรัยของท่านอูอุตตะมะว่า ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงนิพพานได้เพราะยังตกอยู่ในสภาวะความเป็นทาสจากอังกฤษ นี่จึงแสดงให้เห็นว่าสถาบันพระสงฆ์มีการยึดโยงกับการเมืองในพม่ามาโดยตลอดและพระสงฆ์ก็เป็นที่เคารพอย่างสูงในสังคมพม่า โดยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับประชาชนแทนที่สถาบันกษัตริย์ในอดีตซึ่งในขณะนั้นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพม่าก็คือพุทธศาสนา นี่จึงเป็นสาเหตุให้พระสงฆ์ที่อยู่ในขบวนการชาตินิยม สามารถปลุกระดมประชาชนให้คล้อยตามได้

 

พระวิระธุและกลุ่มมะบะธา

เห็นได้ว่าสถาบันพระสงฆ์มีบทบาททางการเมืองเรื่อยมาตั้งแต่ยุคสมบูรณยาสิทธิราชย์ ยุคอาณานิคม จนกระทั่งปัจจุบันพระสงฆ์ก็ยังมีบทบาทต่อเหตุการณ์โรฮิงญาด้วย โดยพระสงฆ์ได้ทำการปลุกระดม ที่มีส่วนให้ชาวพุทธพม่ากระทำความรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ เห็นได้จากกลุ่มมะบะธา** ซึ่งเป็นกลุ่มชาวพุทธชาตินิยมหัวรุนแรงก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ 2557 มีเป้าหมายเพื่อปกป้องพุทธศาสนานิกายเถรวาท นำโดยพระวิระธุที่ปราศรัยต่อต้านชาวมุสลิม โดยพระวิระธุได้กล่าวว่าหากไม่สามารถหยุดการขยายพันธุ์มุสลิม พม่าก็จะกลายเป็นประเทศมุสลิมในที่สุด และพระวิระธุมักใช้ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอิสลามอย่างรุนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ ถึงแม้ว่าคณะกรรมการสังฆมหานายกะ(มีสถานะเทียบเท่ามหาเถรสมาคมของไทย) จะมีประกาศให้กลุ่มมะบะธาเป็นกลุ่มผิดกฎหมายและไม่อนุญาตให้บุคคลหรือกลุ่มองค์กรใดใช้ชื่อดังกล่าว แต่ไม่กี่วันหลังจากการประกาศของคณะกรรมการฯ กลุ่มพระสงฆ์และผู้สนับสนุนหลายพันคนก็ได้เข้าร่วมการประชุมที่จัดขึ้นในวัดแห่งหนึ่งในนครย่างกุ้ง ซึ่งในที่ประชุมได้ประกาศความตั้งใจที่จะรักษากลุ่มให้ยังคงเดินหน้าต่อไปและทางกลุ่มได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็นมูลนิธิการกุศลพุทธธรรม (Buddha Dhamma Philanthropy Foundation-BDPF) ซึ่งชื่อใหม่นี้แสดงถึงความขัดแย้งและการเผชิญหน้าน้อยกว่าเดิม แต่ทางกลุ่มก็ยังคงเคลื่อนไหวส่งเสริมแนวคิดคลั่งศาสนาอยู่ต่อไป

สาเหตุที่กลุ่มพระสงฆ์มีความคิดเช่นนี้ อันเนื่องมาจากการพยายามที่จะรักษาพระพุทธศาสนาในพม่า และมีอติต่อศาสนาอิสลามเพราะคิดว่าพวกอิสลามพยายามครอบงำสังคมพม่า โดยพระสงฆ์กลุ่มนี้ได้ใช้แนวคิดชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการเร้าอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนให้เกลียดชังชาติพันธุ์อื่น โดยเฉพาะโรงฮิงญา เพื่อขจัดสิ่งที่พวกพระสงฆ์หัวรุนแรงเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อศาสนา ซึ่งชาวพม่าเองก็มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นการง่ายที่พระสงฆ์จะสามารถปลุกระดมให้ประชาชนใช้ความรุนแรงกับชาวโรงฮิงญาได้สำเร็จ

 

* หลังสิ้นสุดสงครามได้มีการทำสนธิสัญญายันดาโบ ส่งผลให้พม่าเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะไข่ และตะนาวศรี ให้กับอังกฤษ

** มะบะธา เป็นคำย่อจากประโยคในภาษาพม่าแปลว่า สมาคมเพื่อการปกป้องเชื้อสายและศาสนา

 

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ปรับปรุงจากผลงานบทความวิชาการในรายวิชา ป.358 ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยใหม่ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่1/2560 ต้นฉบับโดย : นายปัณฑ์ธร อิสรปัญญากุล

อ้างอิง

  • ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. พม่า ประวัติศาสตร์และการเมือง.
  • ดุลยภาค ปรีชารัชช. โรฮิงญา รัฐ ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ และความขัดแย้ง
  • ตรี จตุรานน. “ความเป็นมาของการประกาศให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของพม่าใน ค.ศ.1961.”
  • บุญเทียม พลายชมภู. พม่า : ประวัติศาสตร์ อารยธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.
  • http://www.nationtv.tv/main/content/378549667
  • http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/645995
  • http://www.workpointtv.com/news/46473
  • http://www.bbc.com/thai/international-41165046

ภาพประกอบ