Royal Houses’s Story ตอนที่ 8 : ราชวงศ์แห่งอังกฤษ (3)

 

ราชวงศ์ฮันโนเวอร์จากเยอรมนีได้ขึ้นครองบัลลังก์แห่งอังกฤษ และนำพาความจืดชืดไร้ชีวิตชีวามายังแผ่นดินแห่งนี้เป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ แต่ยุคสมัยแห่งเหล่ากษัตริย์เยอรมันได้กลับรุ่งโรจน์ขึ้นภายใต้รัชสมัยของพระราชินีนาถวิคตอเรีย พระราชินีนาถผู้เยาว์วัยซึ่งครองราชย์ในปี 1837 ช่วงเวลาเดียวกันที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมอันจะนำพาอังกฤษไปสู่ความเป็นเจ้าจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้เริ่มต้นขึ้น  ภายใต้อิทธิพลของเหล่านายกรัฐมนตรีผู้มีความสามารถจากพรรคการเมืองทั้งสอง กับทั้งคำแนะนำของพระสวามีผู้ปรีชา เจ้าชายอัลเบิร์ต พระราชินีนาถวิคตอเรียทรงเรียนรู้ที่จะวางพระองค์ให้เป็นศูนย์กลางแห่งความเคารพของรัฐสภาและประชาชนได้อย่างสง่างาม และแม้ว่าพระราชินีนาถจะทรงระมัดระวังพระองค์ในการแสดงออกทางการเมืองในที่สาธารณะเป็นอย่างยิ่ง แต่พระราชวงศ์ของพระองค์ก็เข้าไปมีส่วนพัวพันทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การสมรสของเหล่าโอรสธิดากับบรรดาขัตติยตระกูลแห่งยุโรปคือการเมืองขนานแท้ เมื่อถึงปลายรัชสมัยอังกฤษไม่เพียงเป็นเจ้าจักรวรรดิด้วยแสนยานุภาพทางทะเล หากยังเป็นศูนย์กลางแห่งเครือข่ายพระประยูรญาติผู้ทรงอำนาจทั่วทั้งทวีปยุโรปอีกด้วย

ราชวงศ์ฮันโนเวอร์สิ้นสุดลงโดยการสวรรคตของพระราชินีนาถวิคตอเรียในปี 1901 และเปลี่ยนเป็น ซัคส์-โกเบิร์ค-โกธา และเปลี่ยนอีกครั้งในปี 1917 เป็น “วินเซอร์” ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนีทรงขบขันที่ลูกพี่ลูกน้องของพระองค์พระเจ้าจอร์จที่ 5 ตัดสินพระทัยทำเรื่องเล็กน้อยไม่สลักสำคัญแต่อย่างใดในช่วงเวลาที่มหาสงครามกำลังดำเนินอยู่ ทว่าเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงกลับมีเพียงจอร์จที่ 5 เท่านั้นที่รักษาพระราชวงศ์ของพระองค์ไว้ได้ เยอรมนี รัสเซีย และออสเตรียล้วนกลายเป็นสาธารณรัฐไปสิ้น

ในช่วงสงครามโลกทั้งสองครั้งสถาบันกษัตริย์แห่งอังกฤษได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแห่งขวัญกำลังใจที่สร้างความสามัคคีแก่ประชาชนทั้งชาติในการยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูได้อย่างดีเยี่ยม ทว่าในยามสงบสถาบันกษัตริย์กลับต้องเผชิญกับความท้าทายจากภายในประเทศอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอยู่เสมอๆ การสละราชสมบัติของเอ็ดเวิร์ตที่ 8 นั้นไม่เพียงสร้างความตกตะลึงให้แก่คนทั่วโลกที่กษัตริย์แห่งราชวงศ์อันยิ่งใหญ่ทรงเลือกหญิงคนรักมากกว่าราชบัลลังก์ หากความจริงก็ถูกเปิดเผยในภายหลังว่าเหตุที่ทรงสละราชย์นั้นเนื่องด้วยทรงมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับนาซีเยอรมัน และขัดแย้งกับรัฐบาลในเรื่องนโยบายสงคราม เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ได้สร้างผลกระทบแก่ความเชื่อมั่นในพระราชวงศ์อันเก่าแก่แห่งนี้เป็นอย่างมาก หากความศรัทธาในราชวงศ์ได้กลับคืนมาอีกครั้งด้วยพระจริยวัตรส่วนพระองค์ของพระเจ้าจอร์จที่ 6 ผู้ดำรัสด้วยพระอาการติดอ่างทว่าทรงวางพระองค์อย่างสง่างามในการเป็นส่วนรวมใจของชาติระหว่างการโจมตีของนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2

พระราชธิดาคือพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ผู้ทรงราชย์อยู่ในปัจจุบันนั้นกลับต้องเผชิญกับการท้าทายที่หนักหนากว่า ด้วยจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ได้แตกสลายลง หากพระราชชินีนาถก็ยังทรงเป็นประมุขแห่งสหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศโพ้นทะเลอีกนับสิบประเทศ ทรงต้องเผชิญกับแรงกดดันจากพสกนิกรของพระองค์จากทั่วทุกมุมโลก หากภายใต้รัชสมัยนี้พสกนิกรของพระองค์ก็ยังคงผูกพันกับราชวงศ์อันเก่าแก่แห่งนี้เสมอมา

ลักษณะอันโดดเด่นประการหนึ่งของราชวงศ์อังกฤษนั้น คือการที่แม้ว่าราชวงศ์จะได้พัฒนาสู่ความเป็นสมัยใหม่ตามยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา หากก็ยังคงความยิ่งใหญ่ในการเป็นสถาบันอันเก่าแก่ไว้ให้ประชาชนได้ชื่นชม พสกนิกรทั้งหลายในอังกฤษก็ยังคงคาดหวังที่จะเห็นราชวงศ์แห่งนี้เป็นดังเทพนิยายที่มีชีวิต ประชาชนทั้งหลายยังคงเฝ้ารอที่จะชื่นชมมหามงกุฎ และเครื่องเพชรอันวิจิตรแพรวพราวตามราชประเพณี ยังคงปลื้มปีติต่อการปรากฏพระองค์ของพระราชวงศ์ในโอกาสสำคัญ และพอใจที่เห็นเหล่าบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติจะได้รับพระราชทานเกียรติยศจากพระราชินีนาถอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ของราชวงศ์แห่งอังกฤษที่แตกต่างไปจากราชวงศ์อันไร้สีสันอย่างในฮอลแลนด์ หรือสแกนดิเนเวีย

ความแตกต่างอีกประการที่ราชวงศ์อังกฤษมีเหนือกว่าราชวงศ์สมัยใหม่ทั้งหลายคือพระราชอำนาจของกษัตริย์ (Royal Prerogative) ที่มีมาแต่โบราณกาล ด้วยเหตุที่อังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะบัญญัติถึงบทบาท และอำนาจของสถาบันกษัตริย์ไว้โดยชัดแจ้ง พระราชอำนาจจึงเป็นไปตามจารีตประเพณีที่เคยปฏิบัติมานับร้อยๆปีอย่างการแต่งตั้งขุนนาง การพระราชทานอภัยโทษ การรับรอง หรือยกเลิกกฎหมาย เรียกประชุมรัฐสภา จัดตั้งรัฐบาล และปลดนายกรัฐมนตรี อำนาจหลายประการนั้นรัฐบาลเป็นผู้ใช้ในนามของกษัตริย์ หรือเป็นผู้ใช้ดุลพินิจกำกับการตัดสินพระทัย หากอำนาจอีกหลายประการก็ยังคงสงวนไว้เป็นของกษัตริย์โดยแท้ เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในออสเตรเลียเมื่อผู้สำเร็จราชการขัดแย้งกับรัฐบาลในเรื่องอำนาจของผู้ว่าการรัฐควีนส์แลนด์ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีกอฟ วีทแลมจึงถูกปลดในปี 1975 โดยที่พระราชินีนาถมิได้รับรู้ด้วย หากในอีกสองทศวรรษต่อมาการลงประชามติเพื่อตัดสินใจที่จะหลุดพ้นจากการปกครองของราชวงศ์อังกฤษในออสเตรเลียก็ได้เกิดขึ้น และแม้ว่าประชาชนชาวออสเตรเลียจะยังคงยืนยันที่จะอยู่ภายใต้มงกุฎแห่งวินเซอร์ต่อไป ทว่าเหตุแห่งพระราชอำนาจนี้ก็อาจกลายเป็นชนวนหนึ่งของวิกฤตการณ์ในอนาคตได้

นอกจากนี้แล้วกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนต่องบประมาณ และความฟุ่มเฟือยของราชสำนัก อภิสิทธิ์ทางภาษีของพระราชวงศ์ แม้แต่ความเฉยชาของราชสำนักต่อการสิ้นพระชนม์ของไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลล์ผู้เป็นที่รักของประชาชนนั้นล้วนแต่บ่อนเซาะความมั่นคงของราชวงศ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมา แต่แน่นอนว่าราชบัลลังก์ของพระราชินีนาถนั้นยังคงมั่นคงอยู่แม้ต้องเผชิญต่อวิกฤตหลายต่อหลายครั้ง

ทว่ารัชสมัยหน้าที่นับเวลารอเริ่มต้นอยู่นั้นยังคงเป็นศูนย์กลางแห่งคำถามว่าสถาบันกษัตริย์อันเก่าแก่แห่งนี้จะยังคงอยู่ในโลกสมัยได้ต่อไปหรือไม่ โดยตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์แห่งอังกฤษมีประสบการณ์ในการเผชิญหน้าต่อวิกฤตในการถูกล้มล้าง เปลี่ยนแปลง และกดดันมาแล้วทุกรูปแบบ และยังคงอยู่รอดต่อมาได้ การปรับตัวและการยินยอมโอนอ่อนผ่อนตามเป็นคุณสมบัติอันสำคัญที่ทำให้ราชวงศ์อังกฤษยังคงยืนหยัดอยู่ต่อไป ทว่ามติมหาชนแห่งโลกปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ เฉกเช่นเดียวกันกับราชวงศ์ทั้งหลายที่ต้องการอยู่รอดต่อไป พระราชวงศ์จำเป็นจะต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า สถาบันแห่งอภิสิทธิ์อันเก่าแก่ตามจารีตประเพณีนี้ยังคงมีคุณค่าเพียงพออย่างไรที่ประชาชนจะต้องสงวนรักษาไว้

 

อ้างอิง

  • ดวงใจ. เบื้องหน้าเบื้องหลังบัลลังก์อังกฤษ (ยุคใหม่). กรุงเทพฯ : เพื่อนดี, 2550.
  • สุปราณี มุขวิชิต. ประวัติศาสตร์อังกฤษและราชวงศ์. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2549.
  • เฮิร์ด, ดักลาส. เอลิซาเบธที่ 2: แนวแน่ในปณิธาน. แปลโดย ธงทอง จันทรางศุ และนรชิต สิงหเสนี. กรุงเทพฯ: โอเพ่นโซไซตี้, 2559.
  •  “What are The Queen’s powers?”. Royal central. http://royalcentral.co.uk/blogs/insight/what-are-the-queens-powers-22069 (accessed March 27, 2018).