เมื่อนักศึกษา IR เป็นแฟนการ์ตูน One Piece

“ระบบดุลแห่งอำนาจ”

เมื่อพูดถึงการ์ตูนญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกจากการตีพิมพ์มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปีอย่างวันพีซนั้น ทุกคนก็ต้องนึกถึงเรื่องราวการผจญภัยของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางในท้องทะเลเพื่อตามหาสมบัติในตำนานที่ราชาโจรสลัดได้ทิ้งไว้ที่ปลายสุดขอบโลกเมื่อ 20 ปีก่อนพร้อมๆกับที่ต้องต่อสู้กับตัวละครอื่นๆเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อก้าวไปสู่ตำแหน่งราชาโจรสลัดที่ใฝ่ฝัน เนื้อเรื่องหลักอย่างการผจญภัยและการต่อสู้นั้นเป็นเนื้อหาธรรมดาๆที่พบได้ในการ์ตูนโดยทั่วไปแต่ในฐานะของนักศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้วเรื่องราวในวันพีซดูจะไม่ใช่เพียงแค่การ์ตูนธรรมดาๆที่สร้างความบันเทิงให้แก่เด็กๆเพียงอย่างเดียว แต่หากใช้มุมมองจากวิชารัฐศาสตร์แล้วจะพบว่าเนื้อเรื่องทั้งหมดนั้นกลับแฝงไปด้วยแนวคิดทางการเมือง และข้อถกเถียงทางปรัชญาที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งในครั้งนี้จะขอลองอธิบายสภาพการเมืองระหว่างประเทศในโลกวันพีซโดยใช้แนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบ Realism ดูกันก่อน

แนวคิดอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมุมมองแบบ Realism ก็คือ “ระบบดุลแห่งอำนาจ” ซึ่งอาจพิจารณาได้ว่าระบบดุลแห่งอำนาจนี้เกิดจากสภาวะอนาธิปไตยระหว่างประเทศที่ในระบอบระหว่างประเทศไม่มีองค์กรเหนือรัฐในลักษณะรัฐบาลโลกที่คอยควบคุมพฤติกรรมของรัฐต่างๆ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ทำให้ทุกประเทศต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองเพื่อความอยู่รอดจึงนำไปสู่การสร้างระบบดุลแห่งอำนาจที่รัฐต่างๆเฝ้าระวังการขึ้นมามีอำนาจอย่างโดดเด่นของรัฐอื่น ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่ออธิปไตยของตนได้ ในสภาวะเช่นนี้รัฐจะสะสมอำนาจทางทหาร หรือเศรษฐกิจเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งทัดเทียมกับรัฐอื่น หรือแสวงหาการเป็นพันธมิตรกับรัฐต่างๆเพื่อถ่วงดุลอำนาจที่มีมากเกินไปของรัฐใดรัฐหนึ่ง หรือขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง

โครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศในโลกวันพีซก็เป็นเช่นเดียวกัน ระบบการเมืองในโลกวันพีชดำรงอยู่ได้จากการที่ขั้วอำนาจต่างๆนั้นคัดคาน และถ่วงดุลอำนาจของตัวแสดงอื่นๆ สมดุลระหว่างขั้วอำนาจเหล่านี้คือสิ่งที่ค้ำจุนความสงบสุขในโลกวันพีช ซึ่งขั้วอำนาจเหล่านี้ก็ได้แก่ รัฐบาลโลกกับกองทัพเรือ 7 เทพโจรสลัด และ 4 จักรพรรดิผู้ปกครองโลกใหม่

รัฐบาลโลก (Sekai Seifu) นั้นเป็นองค์การระหว่างรัฐที่มีลักษณะเป็นสมาพันธรัฐซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 800 ปีก่อนโดยกษัตริย์จาก 20 ราชวงศ์ทั่วท้องทะเลที่มารวมตัวกัน และสละอำนาจการปกครองให้อยู่ภายใต้องค์กรที่ร่วมกันตั้งขึ้นใหม่คือรัฐบาลโลก ทำให้กษัตริย์เหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างโลก และลูกหลานของพวกเขาคือ “เผ่ามังกรฟ้า” จึงได้รับการยอมรับนับถือในฐานะผู้สืบสายเลือดอันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องได้รับการเคารพบูชาจากมนุษย์ทุกคนบนโลกประดุจเดียวกันกับเทพเจ้า ปัจจุบันสมาชิกของรัฐบาลโลกได้แผ่ขยายไปมากกว่า 170 ประเทศแล้ว โดยที่บรรดาประเทศที่อยู่ภายใต้รัฐบาลโลกนั้นก็จะยังคงมีอำนาจในการปกครองตนเองทุกประการเพียงแต่ต้องยอมรับสถานะที่เหนือกว่าของรัฐบาลโลก และยอมรับฟังคำสั่ง และให้ความร่วมมือแก่กองทัพเรือ ผู้ปกครองสูงสุดของรัฐบาลโลกนั้นคือผู้อาวุโสทั้ง 5 (Gorōsei) ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แมรี่จัวร์ซึ่งเป็นกลุ่มคณาธิปไตยที่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานรัฐบาล (Cipher Pol) ทั้ง 10 หน่วย และกองทัพเรือ โดยที่ขุมกำลังสูงสุดที่รัฐบาลโลกใช้ปกครองโลกแห่งท้องทะเล และโจรสลัดนั้น คือกองทัพเรือซึ่งมีกำลังรบหลักคือจอมพลเรือ และพลเรือเอกทั้ง 3 ประกอบกับอาศัยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในการสร้างเรือรบและหุ่นยนต์สังหาร Pacifista ทำให้กองทัพเรือสามารถต่อสู้กับโจรสลัดทั่วท้องทะเลเพื่อผดุงความยุติธรรมได้เสมอมา

ขั้วอำนาจต่อมาที่สร้างสมดุลต่ออำนาจของรัฐบาลโลก และกองทัพเรือก็คือ “เจ็ดเทพโจรสลัด” (Shichibukai) ซึ่งเป็นโจรสลัดระดับแนวหน้าที่มีความแข็งแกร่งจนเป็นอันตรายต่อรัฐบาลโลก จึงนำไปสู่การใช้นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง โดยการอภัยโทษให้แก่โจรสลัดเหล่านี้ ทั้งยังให้สิทธิ์ในการปกครองอาณาจักรของตนโดยอิสระ เพื่อแลกกันนั้นโจรสลัดทั้ง 7 จะต้องยอมรับฟังคำสั่งของรัฐบาลโลกในการปราบปรามโจรสลัดอื่นๆในท้องทะเล และต้องมารายงานตัวเมื่อมีการเรียกตัว ทำให้เจ็ดเทพโจรสลัดได้ถูกเรียกโดยโจรสลัดอื่นๆว่าเป็นสุนัขรับใช้ของรัฐบาลโลก

ขั้วอำนาจสุดท้ายที่ปกครองโลกใหม่ครึ่งหลังของแกรนไลน์ซึ่งเป็นดินแดนที่อำนาจของรัฐบาลโลกและกองทัพเรือแผ่ไปไม่ถึงนั้นคือ “สี่จักรพรรดิ” (Yonkō) ซึ่งเป็นโจรสลัดที่ทรงอำนาจ และแข็งแกร่งที่สุด 4 กลุ่มที่แบ่งแยกดินแดน และปกครองเขตอำนาจของตนโดยเป็นอิสระต่อกันประดุจดังจักรพรรดิผู้ปกครองทะเล ว่ากันว่าความแข็งแกร่งของสี่จักรพรรดิแต่ละกลุ่มนั้นเท่าเทียมกันกับอำนาจของกองทัพเรือและ เจ็ดเทพโจรสลัดซึ่งหากจักรพรรดิทั้ง 4 กลุ่มร่วมมือกันนั้นก็จะสามารถโค่นอำนาจของรัฐบาลโลกลงได้ ทว่าเหตุการณ์เช่นนั้นคงไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เพราะโจรสลัดทั้ง 4 นั้นก็ล้วนมีความขัดแย้งระหว่างกัน จนไม่อาจสมานฉันท์กันได้เลย และความขัดแย้งลักษณะนี้เองคือหัวใจของระบบดุลแห่งอำนาจที่ค้ำจุนความสงบสุขของโลก

โลกจะเป็นเช่นไรหากระบบดุลแห่งอำนาจที่เป็นอยู่เกิดเปลี่ยนแปลง หรือเสียสมดุลไป คำตอบนั้นมีเพียงสิ่งเดียวคือ “สงคราม” ในประวัติศาสตร์ยุโรปนั้นเมื่อฝรั่งเศสภายใต้การนำของจักรพรรดินโปเลียนขยายแสนยานุภาพของกองทัพ และเข้ารุกรานประเทศอื่นๆในยุโรป ราชอาณาจักรอื่นๆทั่วทั้งยุโรปที่นำโดยอังกฤษและรัสเซีย จึงต้องจับมือกันเป็นพันธมิตรเพื่อโค่นล้มนโปเลียน และนำความสงบสุขกลับคืนมาสู่ภาคพื้นทวีปภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศแบบใหม่ และสร้างดุลแห่งอำนาจให้กลับคืนมาอีกครั้ง ส่วนในโลกวันพีชนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมาเมื่อเสียสมดุลแห่งอำนาจก็คือสงครามครั้งใหญ่อย่างที่เกิดขึ้นในมารีนฟอร์ด ซึ่งเป็นการปะทะกันระหว่างรัฐบาลโลกโดยกองทัพเรือ และเจ็ดเทพโจรสลัดกับกลุ่มโจรสลัดหนวดขาว 1 ใน 4 จักรพรรดิ แม้ว่าในท้ายที่สุดกองทัพเรือจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่ก็นำไปสู่ความผกผันของขั้วอำนาจต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งก็คือผลลัพธ์ของการจัดระเบียบเพื่อเข้าสู่สมดุลใหม่ โดยที่กองทัพเรือ และเจ็ดเทพโจรสลัดนั้นสั่นคลอนจากการเปลี่ยนแปลงภายในจากการสับเปลี่ยนตัวบุคคลในองค์กร ขณะที่กลุ่มโจรสลัดหนวดขาวก็สูญเสียอำนาจ และสถานภาพ 4 จักรพรรดิให้แก่กลุ่มโจรสลัดหนวดดำ กองกำลังที่เหลืออยู่ก็เกือบสูญสลาย ไม่สามารถให้ความคุ้มครองต่อดินแดนในอาณัติให้ปลอดภัยได้อีกต่อไป สงครามครั้งนั้นได้นำโลกแห่งโจรสลัดเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่กลุ่มโจรสลัดรุ่นใหม่ที่เรียกว่าซุปเปอร์โนวาดังเช่นกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางได้ก้าวขึ้นมามีบทบาท และท้าทายอำนาจของขั้วอำนาจเดิมอย่างที่ไม่เคยเป็นมา

เรื่องราวของระบบดุลแห่งอำนาจตามแนวคิดแบบ Realism ก็อาจอธิบายได้คร่าวๆดังกล่าวมานี้ เนื้อหาในโลกวันพีซนั้นยังมีประเด็นที่น่าสนใจที่สามารถอธิบายผ่านทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ได้อีกหลายประการ ซึ่งจะขอหยิบยกมาเล่ากันอีกครั้งในคราวต่อไป