ระบบโต๊ะกับภาวะความสมัครใจเทียม

เรื่องโดย : Pimchanok Rodjanant

ระบบโต๊ะ โดยเฉพาะในส่วนของการรับน้องโต๊ะจำเป็นหรือไม่ เป็นประเด็นซ้ำซากแต่เราก็ยังดิ้นจากมันไม่หลุด ขอพูดถึงในมุมมองของคนที่ไม่เห็นความจำเป็นอะไรของระบบโต๊ะตั้งแต่แรกแต่ว่าทุกวันนี้ก็ยังอยู่ในโต๊ะ ดูย้อนแย้งนิดหน่อยแต่คิดว่ามีอีกหลายคนที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน

สำหรับเราหลักการของโต๊ะก็แทบไม่ต่างอะไรกับโซตัส ต่างกันแค่โต๊ะใช้ soft power ถ้าไปดู process ของการเข้าโต๊ะ ตั้งแต่วัน First meet ที่จู่ๆทุกคนก็มีโต๊ะกันอย่างงุนงง พี่โต๊ะพาไปเลี้ยงข้าว หลังจากนั้นก็มีสายเทค ดูแลเราในความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง (แล้วจะรับ’เพื่อนใหม่’ทำไม) ความสัมพันธ์ที่ได้จากระบบนี้อาจจะดีกับหลายๆคนตามเจตนารมณ์ของการเกิดระบบโต๊ะ ที่แน่ๆเลยคือคุณจะได้รับประโยชน์จากคำแนะนำของรุ่นพี่ในโต๊ะ ทั้งเรื่องเรียนหรือเรื่องจิปาถะ ซึ่งอาจจะจำเป็นหรือไม่ก็ได้ หลายเรื่องก็ต้องอาศัย self learning เป็นหลักอยู่ดี คุณโตในระดับนึงแล้วและพี่ก็ไม่ได้โตไปกว่าคุณสักเท่าไหร่ บางคนก็มีการกระทำและ mindset ที่น่าหงุดหงิดด้วยซ้ำ

ส่วนตัวเราเองไม่มีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ต่อคนในโต๊ะ แต่สุดท้ายหลังจากหลงไปกับระบบโต๊ะนานอยู่กว่าจะคิดได้ว่าอะไรที่เราไม่ได้เลือกเอง ไม่เป็นไปโดย consent แต่ยังต้องอยู่และทำตามระบบของมันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการบังคับ คุณคิดว่าทุกคนอยากหาเพื่อน อยากรู้จักรุ่นพี่ มี connection และรับประโยชน์ที่เคลมกันไว้ผ่านความสัมพันธ์รูปแบบนี้กันหมดเลยหรอ ถึงได้มีการให้จับโต๊ะกันทุกคนตั้งแต่คราวแรก แม้จะมีคำอธิบายว่าจะเลือกออกจากโต๊ะก็ได้ เราเคารพสิทธิเสรีภาพกัน บลาๆ แต่มันก็โคตรตลกในเมื่อหลายคนล้วนผ่านการโดนกดดันทางอ้อม ทั้งโดนทวงเงินค่าโต๊ะ,ไลน์มาตามให้ไปกินข้าวโต๊ะ,เลี้ยงน้อง,ร่วมกิจกรรมของโต๊ะ แล้วเกิดไม่อยากทำเลยหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธด้วยเหตุผลใดๆ (แม้ว่าเหตุผลที่แท้จริงอาจจะมีแค่ ก็กูไม่อยากทำ,ไม่อยากไปกับพวกมึง ก็เป็นได้) หรือการที่เมื่อมีคนออกจากโต๊ะ/บางโต๊ะที่มีรุ่นที่โต๊ะแตกถูกเอามาพูดกันอย่างสนุกปาก ทั้งที่คนพวกนั้นก็แค่เลือกที่จะไม่เข้าระบบที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ออกมาเท่านั้นเอง เข้าใจนะว่าเป็น parody แต่มันก็สะท้อนว่าเรามองว่าการไม่เอาโต๊ะนั้นไม่ปกติกันอยู่ ส่วนตัวเราเองก็เคยเล่น แล้วก็มานึกได้ว่ามันคือการไปยุ่งกับการใช้สิทธิของคนอื่น ต่างคนต่างอยู่เถอะ

หลายคนที่ยังคงอยู่ในโต๊ะ แน่นอนว่ามีทั้งคนที่อินจริงๆซึ่งนั่นก็เป็นทางเลือกของเขาเพราะเขามีความสุขและอาจได้รับอะไรดีๆจากมัน แต่ก็ยังมีคนที่ต้องอยู่เพราะ process ที่บังคับเข้าโต๊ะกลายๆตั้งแต่แรกแล้วคุณไม่กล้าพอ ไม่มีโอกาสและจังหวะที่จะออกมาเหมือนกับคนที่เทโต๊ะไปก็เลยปล่อยเลยตามเลย คุณไม่อยาก awkward เวลาที่ต้องเจอหน้าคนในโต๊ะ ซึ่งก่อนหน้าที่คุณจะนึกอะไรได้นั้นคุณก็ได้เจอกับการสร้างความสนิทสนม สร้าง solidarity หรือการกดดันในแนวทางที่ต่างกันจากโต๊ะมาแล้วและไม่กล้าที่จะหักมันลง อย่างเราเป็นคนที่ค่อนข้างมีมนุษยสัมพันธ์ดี ก็เลยคุยกับคนในโต๊ะ เข้าโต๊ะตั้งแต่แรกๆแล้วออกไม่ได้เพราะไม่รู้จะออกยังไง ทั้งที่จริงๆไม่อินมานานเพราะไม่เห็นความคุ้มค่าของกิจกรรมต่างๆ เรารู้จักรุ่นพี่ เพื่อน ล่าสุดมีน้องเทคแล้วก็ยังเข้าโต๊ะอยู่ บัญชีโต๊ะยังเป็นชื่อเรา (ด้วยความตกกระไดพลอยโจน) เลยแต่เราไม่ได้จ่ายเงินแล้ว จ่ายแค่เดือนแรกๆตอนที่ยังนึกอะไรไม่ออก ตอนที่ไม่สงสัยว่าทำไมต้องจ่ายเพื่อเอาไปรับน้องวันสองวันด้วยวะ เข้าใจว่าอยากสานสัมพันธ์แต่มันไม่จำเป็นต้องทำแบบเสียแรง เสียเงิน เสียเวลาขนาดนี้ ก็คงได้แค่บ่นเพราะก็คงต้องช่วยงานโต๊ะจนจบแม้จะไม่ได้อยากทำ ยิ่งการจ่ายเงินโต๊ะนี่เราโคตรไม่อยากทำเลย เหตุผลไม่ได้มีแค่ว่าจน ถึงมีเงินก็ไม่อยากจ่ายเพราะเราไม่เห็นว่างานรับน้องโต๊ะหรือการเลี้ยงข้าวน้องมันจำเป็น เงินโต๊ะที่ต้องเก็บกันมาแทบทั้งปี เดือนละประมาณ 500 บาทต่อคน ซึ่งไม่ใช่น้อยๆ เราเห็นเพื่อนที่ต้องเอาเงินจากการทำพาร์ทไทม์ไปจ่ายค่าโต๊ะโดยที่เขาไม่แน่ใจว่าเขาจะได้รับอะไรจากมันกันแน่ แต่ก็จ่ายๆไปให้จบ หรือแม้กระทั่งขายสินค้านั่นนี่เพื่อเอาไปรับน้องรุ่นต่อไป เสียทั้งเงิน เวลา แรง มันก็เกิดคำถามขึ้นมาต่อว่า แล้วจะทำทำไม หากมันเป็นไปเพื่อการสานความสัมพันธ์ที่ดีเราต้องทำกันขนาดนี้เลยหรอ

ที่บอกกันว่าถ้าไม่จ่ายเงินโต๊ะก็ไม่เป็นไร เราถามจริงๆว่ามันจะไม่เป็นไรได้ไงในเมื่อจะจัดรับน้องโต๊ะกันแต่ละปียังคงมีการทวงเงินรายเดือนกัน ไหนจะเงินค่าเลี้ยงข้าวน้องต่างๆ กดดันทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งบางทีลำบากใจกันทั้งคนทวงทั้งคนโดนทวงเลยก็มี คำพูดแนวๆว่า “ไม่จ่ายก็ไม่เป็นไรนะแต่เพื่อนเขาก็จ่ายกันหมด” แบบนี้ไม่ถือเป็นการบังคับกลายๆ? หรือการที่บอกว่าใครไม่มีเงินจ่ายค่าโต๊ะบอกได้นะ ทำไมทำให้เรารู้สึกเหมือนติดหนี้ทั้งที่ไม่ได้เลือกสิ่งนี้เองด้วยซ้ำ เราจำเป็นต้องไปเจรจาเรื่องสถานะทางการเงินเพราะไม่อยากจ่ายค่าโต๊ะด้วยหรอ เรามีเงินแต่จะเอาเงินไปทำอย่างอื่นแทนจ่ายค่าโต๊ะ คุณจะมีความสุขกับโต๊ะก็มีไปแต่เราว่ากิจกรรมพวกนี้ไม่ได้สร้างความสุขให้เราเท่าเงินที่เสียไปอะ เราบอกคุณแบบนี้โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าคุณจะเอาเราไปพูดว่าสร้างภาระให้เพื่อนในโต๊ะยังไงได้ไหม ถึงภาระที่ว่าจะเกิดจากการปฏิเสธอะไรที่เราไม่ได้เลือกและไม่เห็นประโยชน์ที่เพียงพอก็เถอะ

การจัดการกับประเด็นคนเอาโต๊ะ/ไม่เอาโต๊ะนี่ก็คงมีหลายๆคนเสนอไปมากแล้ว เช่น การให้เลือกว่าใครจะเข้าโต๊ะหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าถ้าจะมีโต๊ะเพื่อความสัมพันธ์ที่ดีก็อยากให้ยกเลิกรับน้องไป ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนอะนะ แต่คงไม่ใช่เร็วๆนี้ เราก็จะไม่พูดถึงแล้ว โพสต์นี้เหมือนมาบ่นในมุมปัจเจกล้วนๆ