อนาคตที่ไม่แน่นอน : จากปัญหาอัตรากำลังคณาจารย์สู่ปัญหาความไม่แน่นอนในการศึกษาของนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กฤช…เจ้านู๋ยิ้มยาก และผองเพื่อน

นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ที่ไม่สามารถกำหนดอนาคตในการศึกษาของตนเองได้

 

 

“ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?” เป็นคำถามที่ชวนสงสัย และอยู่ควบคู่กับสังคมไทยมานาน หลาย ๆ คนพยายามยกทฤษฎี งานวิจัยต่าง ๆ เพื่อมาอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวว่าแท้จริงแล้วนั้นคำถามที่ชวนน่าฉงนนี้มีคำตอบคืออะไร

แต่อีกคำถามที่ชวนน่าสงสัยสำหรับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาภาคภาษาไทยที่ศึกษาที่ศูนย์รังสิต ก็คือ “ทำไมเราในฐานะนักศึกษาจึงไม่สามารถเลือกเรียนในวิชาที่เรียนได้” หรือ “เรามีเสรีภาพในการเลือกเรียนวิชาต่าง ๆ ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จริงหรือ ?”และจากคำถามดังกล่าวนี้เองจึงทำให้เกิดอีกคำถามที่สำคัญต่อมาว่า “หรือนี่คืออนาคตที่ไม่แน่นอนซึ่งเป็นภาระที่นักศึกษาคณะนี้จะต้องแบกรับ”

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนในฐานะนักศึกษา “ผู้ที่ซึ่งกำลังแบกรับภาระดังกล่าวนี้อยู่” จึงใครขอเขียนแสดงทัศนะ และประเด็นคำถามต่อเพื่อน ๆ นักศึกษา “ผู้ที่ซึ่งกำลังแบกรับภาระดังกล่าวนี้อยู่” ด้วยกันเองก็ดี  ผู้ที่มีอำนาจในการบริหาร และบุคลากรของคณะรัฐศาสตร์ก็ดี  ตลอดจนถึงผู้ที่มีอำนาจในการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกด้วย เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ในปัญหาดังกล่าว และช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

 

ปัญหาอัตรากำลังคณาจารย์

ในปัจจุบัน (มิถุนายน 2561) คณาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีทั้งหมด 44 ท่าน (มิได้นับรวมอาจารย์ที่เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 ท่าน) โดยเมื่อพิจารณาเฉพาะคณาจารย์ชาวไทยนั้น มีจำนวนทั้งหมด 39 ท่าน หากแต่ในสภาพจริงที่ปรากฏขึ้น อาจารย์หลายท่านก็มิได้ทำการสอนแต่อย่างใด เนื่องจาก กำลังศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งยิ่งทำให้อัตรากำลังคณาจารย์มีจำนวนลดลงอีก และหากเมื่อเปรียบเทียบจำนวนคณาจารย์ที่มีได้สูงสุด นั้นคือ 60 ท่าน จะเห็นได้ว่าช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างอัตรากำลังที่มี และอัตรากำลังที่ขาดมีความแตกต่างสูงมาก

อีกทั้งปัญหาในอนาคตที่มีความเป็นไปได้ที่น่าจะเผชิญ นั้นคือ สภาวะที่ไม่แน่นอนในการเปลี่ยนผ่านของคณาจารย์ของคณะรัฐศาสตร์ ทั้งนี้เนื่องจาก เมื่อเปรียบเทียบช่วงอายุที่แตกต่างกันของคณาจารย์จะพบว่า คณาจารย์ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นอาจารย์ที่มีความอาวุโส หรือ อาจารย์ที่ทำการสอนที่คณะนี้เป็นเวลานาน หากแต่อาจารย์ใหม่ ซึ่งเป็นอัตรากำลังทดแทนก็มิได้มีจำนวนมากแต่อย่างใด และอาจไม่สามารถทดแทนอัตรากำลังที่จะสูญเสียไปในอนาคตได้ ถ้าหากผู้บริหารทั้งภายในคณะรัฐศาสตร์เองก็ดี หรือจะเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองก็ดียังไม่ตระหนัก และให้ความสำคัญในการวางมาตรการและแก้ไขในปัญหานี้

 

อนาคตที่ไม่แน่นอนของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมรรถนะหลัก (Core Competence) ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คือ การเป็นสถาบันที่มุ่งเน้นการวิพากษ์บริบทมากกว่าการทำความเข้าใจทฤษฎี และคณะรัฐศาสตร์แห่งนี้เป็นคณะรัฐศาสตร์ที่มีความเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ความหลากหลายทางความสามารถ และสนใจเชิงวิชาการของอาจารย์ท่านต่าง ๆ นับตั้งแต่ในอดีตมาจนถึง (เกือบ) ปัจจุบันคณะรัฐศาสตร์มีผลงานเชิงวิชาการออกมาสู่วงวิชาการทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติเป็นจำนวนมาก

หากแต่ปัญหาอัตรากำลังคณาจารย์ที่คณะกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าปัญหาดังกล่าวจะสร้างผลกระทบที่มากขึ้น ประกอบกับบริบทในระบบการศึกษามีความเปลี่ยนแปลงไป เน้นการบูรณาการข้ามสายวิชามากยิ่งขึ้น จะยิ่งส่งผลให้ความหลากหลายทางความสามารถลดลง และจะส่งผลให้คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาจสูญเสียความเป็นเลิศ และอันดับที่ลดลงเมื่อจัดอันดับกับมหาวิทยาลัยอื่นในประเทศ และต่างประเทศ

แต่ทั้งนี้ผู้บริหารชุดเดิม ซึ่งมีรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล เป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ได้เล็งเห็นถึงบริบทในระบบการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป และมีความพยายามในการบูรณาการข้ามสายวิชามากยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนได้จากการมีบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างคณะรัฐศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการผังเมืองเมื่อไม่นานมานี้ และถือได้ว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญของผู้บริหารที่จะปรับให้เรียนการสอนภายในคณะรัฐศาสตร์มีความสอดคล้องกับบริบทมากขึ้น  ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญว่า “คณะผู้บริหารชุดใหม่ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งจะมีนโยบายหรือท่าทีในการบูรณาการข้ามสายวิชามากน้อยเพียงใด”

 

 

 

สภาวะผิดฝาผิดตัว

คณาจารย์ท่านต่าง ๆ นั้นต่างก็มีความสามารถทางวิชาการที่แตกต่างกัน หากแต่ว่าปัญหาอัตรากำลังคณาจารย์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้มีการเชิญอาจารย์ทำการสอนในวิชาที่อาจารย์มิได้มีความสามารถแต่อย่างใด อาจารย์บางท่านอาจจะได้สอนในวิชาที่มีความเชี่ยวชาญ ความสามารถเฉพาะ หากแต่เป็นวิชาแกน และเปิดเพียงแค่ 1 เทอมต่อปีการศึกษาเท่านั้น อีกทั้งความสามารถของอาจารย์ที่แตกต่างกัน หากแต่สอนในวิชาเดียวกัน ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของความรู้ที่ได้รับ เนื่องจาก มุมมองของอาจารย์แต่ละท่านที่มองว่า “นักศึกษาควรได้รับอะไรบ้างจากวิชานี้” มีความแตกต่างกัน

จากสภาพข้างต้นส่งผลให้ในสภาพจริง นักศึกษาจำนวนไม่น้อยเลือกลงวิชาที่ได้เรียนกับอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ความสามารถเฉพาะด้าน หรือ เรียนกับอาจารย์ที่ให้เกรดง่ายกว่า  นักศึกษาจึงมีการแข่งขันลงทะเบียนในชั้นเรียน (เซค) ตามที่นักศึกษาต้องการมากยิ่งขึ้น และยิ่งทำให้นักศึกษาไม่มีความแน่นอนในการศึกษามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เนื่องจากอัตรากำลังคณาจารย์ที่ไม่เพียงพอนั้นเอง

 

จากปัญหาอัตรากำลังคณาจารย์สู่ภาระที่นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะต้องแบกรับ

นักศึกษาทุกคนต่างก็คาดหวังว่า “จะมีเสรีภาพในการเลือกเรียนวิชาตามที่ตนเองสนใจ และต้องการ” ซึ่งผู้เขียนขอยอมรับว่าเป็นคนหนึ่งที่มุ่งหวังแบบนี้ เนื่องจากเคยได้ยินวาทกรรมหนึ่งภายในคณะที่กล่าวว่า คณะเรา สถาบันเราเป็นสถาบันที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาอยากเรียนอะไรก็ได้ตามที่สนใจซึ่งไม่เหมือนกับสถาบันอื่น ฉะนั้นการมีความฝันว่าได้เรียนในวิชาที่ต้องการจึงเป็นฝันอันหอมหวานของผู้เขียน หากแต่ในสภาพจริงนั้น “การมีโอกาสได้เรียน” กลับเป็นความมุ่งหวังที่สูงกว่า “การได้เรียนในวิชาที่ตนต้องการ” ในทุก ๆ เทอมนักศึกษาจำนวนมากจะต้องตั้งหน้าตั้งตารอผลของการจดทะเบียนว่าตนจะมีสิทธิในการเรียนวิชานั้น ๆ ได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาแกนคณะ และแกนสาขา ซึ่งเป็นวิชาที่นักศึกษาทุกคนหรือนักศึกษาจำนวนมากที่จะต้องเรียน การได้เรียนในวิชาที่ตนต้องการ หรือ ได้เรียนกับอาจารย์ที่ตนมุ่งหวังกลับเป็นความฝันอันลมๆแล้งๆ ของนักศึกษาในคณะนี้

ปัญหาความไม่แน่นอนในการจดทะเบียนเรียนของนักศึกษาคณะนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาอีกประการหนึ่งที่สำคัญด้วย กล่าวคือ “นักศึกษาไม่สามารถกำหนดอนาคตได้การเรียนได้” นักศึกษาบางคนมีความต้องการที่จะเรียนวิชาดังกล่าวในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความพร้อมของนักศึกษาเองก็ดี  หรือจะเป็นการมีเวลาเรียนตรงกันกับวิชาอื่นก็ดี หากแต่ไม่สามารถวางแผน และกำหนดอนาคตในการเรียนตลอดระยะเวลา 4 ปีได้ วิชา และคณาจารย์ที่สอนในวิชานั้น ๆ มีการเปลี่ยนแปลง และไม่แน่นอน  นักศึกษาจำเป็นจะต้องวางแผนสำรองมากมายเพื่อให้สามารถศึกษาจบภายใน 4 ปีได้อย่างที่มุ่งหวังไว้ และมีความสุขในการเรียน

ปัญหาความไม่แน่นอนของการจดทะเบียนเรียนมิได้เป็นปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น หากแต่ว่าเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ดีเท่าที่ควร นักศึกษาภาคภาษาไทยทุก ๆ คนต่างก็ไม่สามารถกำหนดอนาคตการเรียนตลอดระยะเวลา 4 ปีของตนได้  นักศึกษาจำเป็นจะต้องแบบรับภาระนี้ในสภาวะจำยอม วาทกรรมจอมปลอมเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อให้แก่นักเรียน และผู้ปกครองที่มีความสนใจในคณะนี้เพียงเท่านั้น  เสรีภาพในการเรียนในวิชาที่ตนเองชอบ ตนเองสนใจแทบจะไม่มีจริง  คำแนะนำในจดทะเบียนตามหลักสูตรปีพ.ศ. 2556 ของคณะรัฐศาสตร์เองก็ไม่สามารถทำได้จริง ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ก็เกิดจากปัญหาอัตรากำลังคณาจารย์ที่เกิดขึ้น และไม่ได้รับการแก้ไขที่ดีแต่อย่างใด

 

ประเด็นคำถามทิ้งท้าย

ปัญหาอัตรากำลังคณาจารย์ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในการจดทะเบียนเรียนของนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภาคภาษาไทย  ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากตั้งประเด็นคำถามทิ้งท้ายต่อกรณีที่กำลังเกินขึ้นดีว่า  “คณะผู้บริหารชุดใหม่ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้ง 2 นี้หรือไม่อย่างไร”  “บทบาทของผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาทั้ง 2 ดีได้หรือไม่”  “นักศึกษาจะต้องแบกรับภาระที่ไม่ได้ก่อนี้ไปอีกนานแค่ไหน”  “เมื่อไหร่เราจะมีเสรีภาพในการเลือกเรียนในวิชาที่ตนเองต้องการเรียนได้อย่างแท้จริง” ตลอดจนถึง เมื่อไหร่เราในฐานะนักศึกษาจะสามารถกำหนดอนาคตในการเรียนของตนได้อย่างแท้จริง และผู้เขียนคิดว่าคงเป็นคำถามที่ยากที่จะหาคำตอบได้ ถ้าหากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาทั้ง 2 อย่างจริงจัง